MTB SHOWROOM : สาระดีๆเพื่อคนรักการปั่น จักรยาน

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ปั่นจักรยาน แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ปั่นจักรยาน แสดงบทความทั้งหมด

ขาสวยเพรียว ด้วยการปั่นจักรยาน

(1) พบว่าผู้ชาย หรือผู้หญิงที่ปั่นจักรยานเป็นประจำหรือใช้จักรยานบ่อยๆ แล้วมีลักษณะน่องขาที่ใหญ่หรือค่อนข้างใหญ่นั้น ส่วนใหญ่เล่นกีฬาอื่นรวมด้วยเสมอ ขณะที่ผู้ที่เล่นจักรยานอย่างเดียวเป็นหลัก กลับมีขนาดน่องเป็นปกติ เพียงแต่แข็งแกร่งกว่าผู้ที่ได้ออกกำลังกายเลย

(2) ในกลุ่มที่เล่นหรือใช้จักรยานเป็นหลัก ผู้ที่ตั้งความสูงของเบาะต่ำกว่ามาตรฐานจนเห็นได้ชัด มีแนวโน้มของขนาดน่องค่อนไปทางใหญ่ ทั้งผู้หญิงและผู้ชาย

(3) กลุ่มที่ใช้เกียร์หนักๆในการปั่นเป็นประจำ โดยเฉพาะนักปั่นชายมีขนาดน่องที่โตกว่าพวกที่ปั่นโดยการใช้รอบขาๆสูงและใช้เกียร์ต่ำกว่า เช่นเดียวกับกลุ่มแม่บ้านที่ใช้จักรยานปั่นไปจ่ายตลาดซึ่งจักรยานที่ใช้นั้นค่อนข้างหนักแรงขามาก แถมยังตั้งเบาะเตี้ยมากด้วย ก็เห็นได้ชัดว่าน่องโตกันทั้งนั้น (4) โดยส่วนใหญ่ นักจักรยานอาชีพ ไม่ว่าจะเป็นจักรยานเสือหมอบ หรือเสือภูเขา จะสวยเพรียวกันทุกคน และมีการทำรายงานโดยใช้แบบสอบถามในหัวข้อว่า นักกีฬาประเภทไหน มีขาสวยที่สุด พบว่าทำกี่ครั้งต่อกี่ครั้ง นักจักรยานก็กวาดแชมป์น่องสวยไปเสียทุกที สาวๆเอาไปใช้ได้ จะได้น่องไม่โต ลองดูกันนะ

และขอเสริมหน่อยนะครับ

ถ้าอยากปั่นแล้วขาไม่โต ก็ทำได้ครับ

1. เซทรถให้ถูกต้อง อานต้องสูงพอ การปั่นอานต่ำทำให้น่องโป่งขึ้นแน่นอน

2. อย่าย่ำบันได ให้ปั่นในลักษณะควงบันได

3. อย่าเล่นเกียร์หนัก พูดๆง่ายคือให้ปั่นด้วยเกียร์เบาๆ ไปเรื่อยๆ แต่ไม่หยุด แค่นี้ก็ได้ออกกำลังกายชนิดaerobic แล้วครับ ปั่นสักวันละ 30 -40 นาที สัปดาห์ละ 3 ครั้ง แค่นี้ก็สุขภาพดีขึ้นแล้วครับ( ระดับความเหนื่อย ก็ แค่ยังสามารถพูดคุยกันได้ ปั่นไปคุยไป ปั่นไปร้องเพลงไป แค่นี้แหละครับ พอแล้วสำหรับผู้หญิงตัวเล็กๆ ที่ไม่ค่อยได้ออกกำลังกาย )

4. อย่าบ้าพลังปั่นสปีดตามเจ้าบอม โดยเด็ดขาด

ขอให้ขาสวยกันทุกคนนะ

แนะนำเทคนิค การปั่น เสือภูเขามาฝากครับ

การปั่นจักรยานเสือภูเขาให้สนุกกว่าเดิม คือการปั่นขึ้นเนิน-ลงเนิน มีหลายคนไม่ชอบการปั่นจักรยานขึ้นเนินเขา ซึ่งเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงได้ยาก จะช้าหรือเร็ว ก็จะต้องเจอกับเส้นทางที่ลาดสูงขึ้น จะเป็นแค่เนินเตี้ยๆ หรือสะพานก็แล้วแต่ การที่จะเอาชนะอุปสรรคดังกล่าวได้ ต้องใช้พละกำลังมากกว่าปั่นจักรยานบนพื้นราบ แล้ว ถ้าคุณต้องปั่นในทางวิบากที่ไม่ใช่ถนนทั่วๆ ไป คุณจะต้องใช้เทคนิคชั้นสูงอีกด้วย


ถนนทั่วๆ ไป หรือ ทางราดยาง หรือ ทางลำลองวิบาก ที่มีความชันไม่มากนัก ให้เปลี่ยนเกียร์ลดต่ำลงสัก 1-2 เกียร์ แล้วออกแรงถีบมากขึ้นกว่าเดิมอีกเล็กน้อย ก็สามารถปั่นขึ้นยอดเนินได้แล้ว แต่ถ้าเนินที่ไม่ชันนั้นมีความยาวขึ้น ก็ให้ชิฟเปลี่ยนเกียร์หลังลงมาทีละเกียร์ ไล่ลงมาเรื่อยๆ พยายามรักษารอบการปั่นให้สม่ำเสมอ ถ้ารู้สึกว่าเกียร์หนักไป ให้ชิฟเกียร์หลังต่ำลงมาอีก 1 เกียร์ อย่ารีบร้อนซอยเท้าปั่นเพื่อเร่งความเร็วขึ้นเนิน อย่ามองขึ้นไปบนยอดเนิน ให้ปั่นไปเรื่อยๆ ตามแรงที่คุณมี ถ้าปั่นไม่ไหว หมดแรง หรือ เริ่มทรงตัวไม่ได้ แก้ปัญหาด้วยการลงจูงจะดีกว่า แต่อย่าเพิ่งท้อถอดใจทันทีที่เห็นทางเริ่มลาดขึ้น ลองปั่นดูด้วยเทคนิคข้างต้น บางทีคุณอาจทึ่งในความสามารถของคุณก็ได้


เมื่อมีขึ้นก็ต้องมีลง เป็นเรื่องธรรมดา การปั่นจักรยานลงเขาเป็นที่โปรดปรานของนักปั่นเสือภูเขาโดยทั่วไป ถึงขนาดมีการแข่งขันปั่นจักรยานลงเขาหรือที่เรียกกันว่า “ดาวน์ฮิลล์” ซึ่งเป็นที่นิยมกันทั้งใน และ ต่างประเทศ การปั่นจักรยานลงเขา หรือ ดาวน์ฮิลล์ เป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้น ท้าทาย ยิ่งลงชันมาก ยาวมากเท่าไรยิ่งมันเร้าใจเท่านั้น แต่การปั่นดาวน์ฮิลล์ก็อันตรายมากอยู่เหมือนกัน เพราะใช้ความเร็วสูง ตามแรงดึงดูดของโลก การจะปั่นให้ปลอดภัยต้องมีการถ่ายน้ำหนัก และการทรงตัวที่ดี นอกจากจะมีอุปกรณ์ที่สำคัญควบคู่ไปด้วย




การปั่นลงทางไม่ชันมากนัก ไม่มีเทคนิคพิเศษอะไร นั่งในท่าปกติ ปล่อยจักรยานไหลลงมาตามทาง เพียงแต่ให้ระวังเรื่องของการเบรคทั้งล้อหน้า และหลัง โดยเฉพาะล้อหน้า อย่าเบรคจนล้อล๊อค คุณจะลอยตีลังกาข้ามแฮนด์ทันที ล้อหลังก็เช่นกัน ถ้าคุณเบรคจนล้อล๊อคตายรถจะเป๋ แล้วปัดออก เสียการควบคุมซึ่งเป็นอันตรายได้ ถ้าต้องเบรคจริงๆ อย่าเบรคกระทันหัน อย่ากดเบรคแรงๆ ให้เบรคแล้วปล่อย เบรคแล้วปล่อย อย่าบีบมือ เบรคลากยาวตลอด เพราะผ้าเบรคจะไหม้ และเกิดการสึกหรอมากกว่าปกติ
ทางลงเขาชันมากๆ ถ้าต้องขี่ลงเขาชันมากจริงๆ ให้ลงเดินดูทางที่จะผ่านไปว่ามีอุปสรรคอะไรบ้าง พยายามมองหาเส้นทางที่คิดว่าราบเรียบที่สุด โดยที่ไม่มีหินหรือร่องน้ำที่เป็นอุปสรรคในระหว่างทาง ก่อนที่จะขี่ลงให้ปรับเบาะนั่งให้ลดต่ำลงมากที่สุด และในตอนขี่ลงเนินชัน ให้ถอยออกมาจากจุดที่จะดิ่งลงสัก 3-4 เมตร เพื่อจะได้ทรงตัวได้อย่างมั่นคงขึ้น อย่าเริ่มขี่ลงตรงหัวทางชันซึ่งอันตรายมาก มันจะควบคุม และทรงตัวได้ลำบาก

ยังงัยก็ลองเอาไปฝึกฝนกันดูนะครับ ทำให้ฝีมือการปั่นยกระดับขึ้นได้อีก

แบ่งปันข้อมูลจาก http://www.padangcamp.com/

การขี่รถลงเขาให้ปลอดภัย

การขี่รถลงเขาให้ปลอดภัยขี่รถลงเขาให้ปลอดภัยสำหรับมือใหม่ มือเก่ากรุณาอ่านแล้วแก้ในจุดที่ยังไม่ถูกต้องการวางท่าบนรถจักรยานให้ถูกต้องคือ

1 - ยืนบนบันได เพื่อความคล่องตัวในการถ่ายน้ำหนักและลดแรงสะเทือนของพื้นถนน

2 - วางเท้าบนบันไดโดยให้ขาของจานหน้าขนานกับพื้น แต่จะให้เท้าขวาหรือซ้ายอยู่หน้าก็แล้วแต่ถนัด อย่าวางขาจานในแนวตั้งฉาก เพราะบรรไดอาจจะชนพื้นและน้ำหนักตัวบนรถไม่สมดุยล์ จะเสียหลักล้มโดยง่าย

3 - มือจับแฮนด์พร้อมกับใช้นิ้วชี้ (หรือทั้งนิ้วชี้และนิ้วกลาง) จับมือเบรก

การถ่ายน้ำหนัก การลงเขา เราจะถ่ายน้ำหนักตัวไปทางด้านหลัง เพื่อให้น้ำหนักยังคงอยู่ที่จุดศูนย์กลางรถถ้ายังขี่ในท่าปรกติ น้ำหนักจะอยู่หน้ารถมากเกินไป จะทำให้เกิดโอกาสที่จะพุ่งข้ามแฮนด์หรือล้อหลังลอยขึ้นมาได้ จากท่ายืนขี่จะทำการเอนยืดตัวไปทางด้านหลังของรถ หย่อนตัวลงด้านหลังของเบาะนั่ง ส่วนจะลงต่ำแค่ไหนนั้น ขึ้นอยู่กับความชันของเขาที่กำลังลง ถ้าชันมาก ก็ต้องถ่ายน้ำหนักลงมากขึ้น จนเกือบจะนั่งลงบนล้อหลังและหน้าอกแนบกับเบาะนั่งให้ลองฝึกถ่ายน้ำหนักและเอนตัวไปด้านหลังก่อนบนพื้นราบ

แต่ในทางที่ลงเขาชัน หรือดินร่วน จะตรงกันข้าม การใช้เบรคหน้าจะลดลง เพื่อใช้ชลอความเร็ว แต่จะใช้เบรคหลังบีบช่วยในการควบคุมรถให้อยู่ในเส้นทางที่ต้องการ บางครั้งอาจจะกดให้ล้อหลังล๊อคตายเป็นช่วงๆ ในช่วงที่ต้องการ ควบคุมทิศทางของรถให้ไปในทางที่ต้องการเบรคหน้าต่อเบรคหลัง 50:50 ถึง 30:70*สถานที่น่าลอง : แถวๆลูกศรลง 3 ตัวในสนามวัดถ้ำประทุน
***** การลงเขาที่ปลอดภัยที่สุดคือ ลงจูงรถ เดินลงเขา ****อิอิ

ปั่นจักรยานป้องกันข้อเข่าเสื่อม

การปั่นจักรยานมี 2 ชนิดคือ จักรยานแบบเคลื่อนที่ได้ และจักรยานแบบอยู่กับที่ ซึ่งในปัจจุบันการปั่นจักรยานแบบอยู่กับที่เริ่มได้รับความนิยมมากขึ้น เพราะช่วยให้เราสามารถออกกำลังกายได้ทุกสภาพอากาศ และสามารถปรับระดับความฝืดหรือความต้านทานให้เหมาะสมกับความพร้อมของร่างกายผู้ที่ออกกำลังกายได้

การปั่นจักรยานถือเป็นวิธีออกกำลังกายที่เหมาะกับคนที่เพิ่งหัดออกกำลังกายเป็นอย่างมาก เพราะเป็นกีฬาที่ไม่หนักหรือยากเกินไป ทั้งยังเป็นกิจกรรมที่เหมาะกับทุกคนในครอบครัว เป็นกีฬาที่นอกจากจะช่วยให้เรามีร่างกายแข็งแรงแล้วยังช่วยสานความสัมพันธ์ของคนในครอบครัวได้อีกด้วย ช่วยให้เราได้ใช้เวลาร่วมกัน ได้พูดคุยกัน ได้หัวเราะร่วมกัน ทำให้ครอบครัวมีความอบอุ่น

ก่อนที่คุณจะออกไปปั่นจักรยานควรแต่งกายให้เหมาะสมรัดกุม ใส่ชุดที่ให้ความรู้สึกทะมัดทะแมง อาจจะใส่เสื้อยืดกับกางเกงขาสั้นที่มีขนาดพอดีตัวก็ได้ ส่วนรองเท้าควรสวมรอมเท้าผ้าใบหรือรองเท้ากีฬา เพราะสามารถป้องกันการบาดเจ็บจากการออกกำลังกายได้ เช่น ข้อเท้าแพลง เป็นต้น

สถานที่ที่เหมาะสมสำหรับการปั่นจักรยานน่าจะเป็นสวนสาธารณะ เพราะมีพื้นที่กว้างขวาง ร่มรื่น และปลอดภัยเวลาที่คุณปั่นจักรยาน ทำให้ไม่ต้องระแวงกลัวจะถูกรถชน แต่ถ้าบ้านอยู่ไกลจากสวนสาธารณะอาจเลือกปั่นจักรยานตามถนนในหมู่บ้านที่มีรถไม่เยอะก็ได้ หรือหาซื้อจักรยานแบบอยู่กับที่มาไว้ที่บ้านสักเครื่อง อาจจะยอมจ่ายแพงหน่อยเพื่อแลกกับร่างกายที่แข็งแรง

จักรยานแบบอยู่กับที่จัดเป็นอุปกรณ์ที่ประดิษฐ์มาเพื่อเอาใจคนที่อาศัยอยู่ในเมืองใหญ่ๆที่มีการจราจรหนาแน่น หรือคนที่ไม่ค่อยมีเวลาไปออกกำลังกายนอกบ้านได้แบ่งเวลาส่วนหนึ่งในชีวิตมาออกกำลังกายบ้าง จักรยานแบบอยู่กับที่มีโปรแกรมให้คุณสามารถเลือกความเร็วหรือความฝืดได้ ทั้งยังมีจอแสดงเวลา อัตราการเต้นของชีพจร พลังงานที่ถูกเผาผลาญ รวมทั้งโปรแกรมที่ให้ความบันเทิงต่างๆขณะที่คุณออกกำลังกายอีกด้วย ยิ่งไปกว่านั้นคุณยังสามารถออกกำลังกายได้ทุกสภาพอากาศแม้เวลาฝนตก

การออกกำลังกายด้วยการปั่นจักรยานสามารถทำได้ทุกเพศ ทุกวัย ทั้งยังให้ประโยชน์อย่างมากต่อสุขภาพ ช่วยให้หัวใจและกล้ามเนื้อแข็งแรง ทำงานได้เป็นปรกติ และช่วยป้องกันการเสื่อมสภาพของข้อเข่าได้ ปรกติการปั่นจักรยานสามารถเผาผลาญพลังงานได้ประมาณ 500 กิโลแคลอรีต่อการออกกำลังกาย 45 นาที

เตรียมตัวอย่างไรกับการปั่นทางไกล

แนะนำสิ่งที่ต้องพกไป ...1. เครื่องมือปะยาง, ยางในสำรองสัก 2 เส้น, ที่เติมลมยาง, ถุงมือ, ผ้าเช็ดมือ2. ของกินที่ย่อยง่ายมีคาร์โบ ฯ มากให้พลังงานสูง กินง่าย3. อุปกรณ์ปฐมพยาบาลเบื้องต้น4. น้ำเปล่า, น้ำเกลือแร่, น้ำผลไม้5. เบอร์โทรสถานที่สำคัญ เช่น โรงพยาบาล, สถานีตำรวจ, 6. แผนที่หรือ GPS

ก่อนออกกินอาหารให้อิ่มซัก 30 นาที กินน้าก่อนออกเดินทางเยอะ ๆ เกลือแร่ซองซัก 3-4 ซอง เอาไว้ผสมน้ำกินระหว่างทาง (ได้ผลดีมาก ๆ)ติดกล้วย หอม ซัก 2 ลูก กล้วยหอมให้พลังงานและเกลืแร่ ป้องกันตะคริวถ้าจะให้ดี ก็มี PowerBar Gel ซัก 1 ซอง อุปกรณ์อื่น ๆ ก็ ชุด ปะยาง ยางใน นกหวีด ชุดปฐมพยาบาล(มีแล้วไม่ได้ใช้ ...ดีกว่า...จะใช้แล้วไม่มี...)ก่อนออกเดินทาง ถ้าไปคนเดียว ให้บอกคนที่ต้นทางและปลายทางไว้ด้วยว่าจะขี่ไปเส้นทางไหน....ออกเดินทางกี่โมง ถึงกี่โมง.....เรื่องแบบนี้ทำไปเถอะครับไม่เสียหลาย ไม่เสียเวลา....และเป็นการป้องกันตัวเองด้วย

สูบเล็ก CO2 1หลอดเอาไว้ขว้างหัวหมาเวลาโดนไล่แต่ไม่มีแรงสปริ้นหนี น้ำดื่ม 2 ขวด แถมดื่มน้ำก่อนปั่นแก้วใหญ่ๆอีก 1 แก้ว กล้วยหอม 2 ผลPower gel 2 ซอง ครีมกันแดด มือถือ เงิน บัตรประจำตัวประชาชนบัตรที่เกี่ยวกับการประกันสุขภาพทุกใบ ประมาณว่าหากเป็นไรหนักๆให้เอาฮอมารับเลยนะทำนองนี้แหละ(ดูโฆษณาประกันชีวิตมากไปรึเปล่า)ทั้งหมดที่กล่าวมานี้ มีน้ำกะกล้วยหอมที่หมดไป 1 ลูก อีกหนึ่งเละคากระเป๋าหลังโดยไม่ทราบสาเหตุ ที่เหลือก็แบกกลับมาสภาพเดิม ก็เมืองไทยไปที่ไหนมีแต่ของกิน ไม่ต้องกลัวอดตายหรอกครับ

โชคดีมีสุขในการปั่นนะครับบบ

ควรใช้ส่วนไหนของฝ่าเท้าเหยียบบันไดปั่น

การวางตำแหน่งเท้าในการปั่นจักรยานให้ได้ประโยชน์สูงสุด

การออกแรงปั่นจักรยานเพื่อให้ได้แรงกระทำต่อจักรยานสูงสุดนั้น เราต้องวางตำแหน่งเท้าของเราให้ถูกต้อง ไม่ใช่เพียงเราคิดจะวางตำแหน่งเท้าตรงไหนก็ได้ การปั่นโดยการวางตำแหน่งเท้าที่ไม่ถูกต้องนั้น นอกจากจะทำให้เกิดความเมื่อยล้าแล้ว แรงที่ออกไปยังสูญเปล่าเสียอีก การถีบลูกบันได้ที่ถูกต้องนั้นต้องมีหลักการดังนี้ครับ ลักษณะของบันได้ถีบธรรมดานั้นจะครอบคลุมได้แค่ 1/3 ของเท้าเท่านั้น ให้เราแบ่งเท้าออกเป็น 3 ส่วน

1.ส่วนที่ 1 คือส่วนที่อยู่ปลายเท้าที่เราเขย่งเท้ายืนนั่นเอง
2.ส่วนที่ 2 คือส่วนที่สัมผัสกับพื้นในขณะที่เราเขย่งเท้า (คือส่วนที่เราต้องเอาไปใช้ในการสัมผัสกับบันไดจักรยาน)
3.ส่วนที่ 3 คื่อส่วนเท้าตั้งแต่ตอนกลางของฝาเท้าจนถึงส้นเท้าของเรานั่นเอง

ทำไมไม่ใช้ส่่วนที่ 1 ของเท้าเรามาปั่นจักรยาน เพราะปลายเท้าของคนเราตำแหน่งนั้น นอกจากเป็นปลายเท้าซึ่งประกอบด้วยนิ้วเท้าทั้ง 5 นิ้วแล้ว ซึ่งนิ้วเท้าทั้ง 5 นั้นนอกจากมีชิ้นส่วนกระดูกที่ค่อนข้างเล็กแล้วก็ทำหน้าที่แยกจากกัน นอกจากไม่มีความแข็งแรงในการกดบันได้จักรยานแล้ว ยังจะไปสร้างภาระให้กล้ามเนื้อส่วนอื่นต้องใช้งานหนักขึ้นมาอีกด้วย เราต้องใช้ส่วนที่ 2 ของเท้ามาใช้ในการปั่นจักรยาน เพราะจุนั้นเป็นตำแหน่งที่ดีที่สุดของเท้าคนเราที่จะได้สัมผัสกับบันไดจักรยาน และเกิดประสิทธิภาพสูงสุด เพราะตำแหน่งนั้นมนุษย์เราจะมีกระดูกชิ้นหนึ่ง เสหมือนว่าพระเจ้าได้สร้างกระดูกชิ้นนี้เพื่อให้มนุษย์เราจะได้ใช้ถีบจักรยานก็ว่าได้ เพราะจุด ๆ นั้นนอกจากจะมีกระดูกที่พร้อมจะรองรับบันได้จักรยานแล้ว ยังเป็นจุดศูนย์กลาง (จุดหมุน) ของบันไ้จักรยานเป็นอย่างดีแล้วถ้าใช้ส่วนที่ 3 ของเท้าใช้ปั่นจักรยานแล้วอะไรจะเกิดขึ้น การเอาส่วนกลางหรือที่ผมเรียกว่าส่วนที่ 3 จะทำให้แรงที่ส่งมาต้องสูญเปล่าไปทางปลายเท้าและส้นเท้า ทำให้แรงส่งผ่านไปไม่เต็มที่ ผลก็คือว่าเราเมื่อยเร็วกว่าเดิม และจักรยานก็จะคลานไปเหมือนเต่าที่กำลังสิ้นหวังในชีวิตของมัน

ปั่นจักรยานผลาญแคลอรี


อยากฟิตแอนด์เฟิร์มในยุคน้ำมันแพงอย่างนี้ต้องจ้อกกิ้ง หรือวิ่งทน เท่านั้นนะจ๊ะ เพราะไม่ต้องใช้อุปกรณ์อะไรเลย เรียกว่า ประหยัดกันสุดๆ ... แต่ถ้ารู้สึกเบื่อ อาจลองมาปั่นจักรยานกันดูบ้างก็ได้นะ

ก็เพราะจักรยานถือว่าเป็นพาหนะที่เหมาะมั่กๆ ในยุคนี้ เพราะมีคุณสมบัติ 3 ส. คือ สะดวก สิ้นเปลืองน้อย และ สุขภาพดี (คุ้ม คุ้ม) แต่ทุกวันนี้ในเมืองไทย ยังไม่ค่อย เห็นใครเอาปั่นจักรยานเพื่อออกกำลังกาย หรือแม้แต่การใช้เป็นพาหนะเดินทางระยะใกล้ๆ กันเลยการปั่นจักรยานน่ะมีประโยชน์มั่กๆ เพราะทำให้กล้ามเนื้อขา โดยเฉพาะกล้ามเนื้อต้นขาหน้าและหลังมีความแข็งแรง เป็นการยืดเส้นยืดสาย โดยเฉพาะกล้ามเนื้อบริเวณเอว สะโพก ทำให้ป้องกันปัญหาปวดกล้ามเนื้อขาได้ นอกจากนี้ ยังช่วยในการเผาผลาญพลังงานในร่างกาย ทำให้ลดอัตราการสะสมของไขมันที่ผนังหลอดเลือดได้เป็นอย่างดี

และหากเราออกกำลังกายด้วยการปั่นจักรยานอย่างต่อเนื่อง ก็จะทำให้หัวใจแข็งแรง กล้ามเนื้อหัวใจทำงานได้ดีขึ้น แหมก็แน่ล่ะเพราะการปั่นจักรยานเป็นการออกกำลังกายแบบแอโรบิกที่ช่วยอย่างมากต่อการไหลเวียนของเลือดไปหล่อเลี้ยงร่างกาย ซึ่งนั่นก็เท่ากับช่วยให้หัวใจของเราแข็งแรงไปด้วย ที่สำคัญคือตะกรันไขมันที่จับอยู่ตามเส้นเลือดของเราก็พลอยจะถูกกำจัดออกไปด้วย จึงสามารถป้องกันภาวะเส้นเลือดตีบตันได้อีกทางหนึ่ง ส่วนอวัยวะอื่นๆ ก็ไม่ต้องพูดถึง ย่อมส่งผลดีไปด้วยโดยเฉพาะปอดน่ะแข็งแรงชัวร์ๆ